แบรนด์ส่วนใหญ่มักมองว่าตลาดสินค้ามือสองเป็นเรื่องไกลตัว เป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และคิดว่าการปล่อยผ่านไปน่าจะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด
แต่การมองข้ามตลาดนี้ อาจทำให้แบรนด์เสียโอกาสสร้างผลกำไรที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ลองพิจารณาดูว่า ทุกครั้งที่สินค้าเปลี่ยนมือ มูลค่าจำนวนไม่น้อยจะเคลื่อนไหวตามไปด้วยเสมอ ทั้งส่วนต่างกำไร ข้อมูลความชอบที่แท้จริงของผู้ใช้ ตลอดจนโอกาสในการเปิดรับลูกค้าใหม่ที่เพิ่งสัมผัสแบรนด์เป็นครั้งแรก เมื่อการซื้อขายทั้งหมดนี้เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มมือสองทั่วไป มูลค่าและความสัมพันธ์เหล่านั้นก็อาจตกอยู่ภายนอกระบบของแบรนด์ไปอย่างน่าเสียดาย
แต่สิ่งเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ หากแบรนด์หันมาบริหารจัดการกลยุทธ์การขายต่ออย่างจริงจัง ความสัมพันธ์ระหว่างสินค้ากับผู้ใช้จะสามารถดำเนินต่อไปได้อีกยาวนาน แม้การขายสินค้ามือหนึ่งจะเสร็จสิ้นไปแล้วก็ตาม
ตลาดที่เติบโตด้วยชื่อของแบรนด์ แต่แบรนด์กลับยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม
ในความเป็นจริง สินค้าของแบรนด์มักถูกนำไปส่งต่ออยู่แล้วทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มโซเชียลมีเดียหรือแพลตฟอร์มสินค้ามือสองต่างๆ โดยที่แบรนด์อาจยังไม่มีโอกาสเข้าไปจับคู่ผู้ซื้อกับผู้ขาย ไม่ได้ติดตามว่าสินค้าไปสิ้นสุดที่ใด และไม่ได้มีส่วนร่วมในมูลค่าที่เกิดขึ้น
หลายแบรนด์อาจกังวลว่าตลาดมือสองจะมาแย่งยอดขายสินค้าใหม่ แต่ในทางกลับกัน การที่สินค้ามือสองได้รับความนิยมและหมุนเวียนได้ดี คือสัญญาณที่สะท้อนว่าแบรนด์มีฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่น และเป็นที่ต้องการในตลาดอย่างมาก
ความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดมือสองไม่ใช่ข้อจำกัด แต่มันคือเครื่องยืนยันว่าแบรนด์ได้สร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าจนผู้คนอยากครอบครอง
โอกาสในเรื่องนี้จึงไม่ใช่การยับยั้งตลาดมือสอง แต่คือการเข้าไปมีตัวตนและเติบโตไปพร้อมกับความต้องการที่เกิดขึ้นภายใต้ชื่อของแบรนด์เอง
3 โอกาสทางธุรกิจที่อาจหลุดมือไปหากมองข้ามตลาดมือสอง
เมื่อปล่อยให้แพลตฟอร์มอื่นเข้ามาดูแลตลาดซื้อขายต่อเพียงฝ่ายเดียว สิ่งที่อาจหลุดมือไปคือโอกาสเติบโตทางธุรกิจที่สำคัญ 3 ประการ:
การดึงส่วนต่างกำไรกลับเข้าสู่แบรนด์
การขายต่อยังคงเป็นการหมุนเวียนสินค้าที่แบรนด์เป็นผู้สร้างขึ้นมา แม้ปัจจุบันมูลค่าในตลาดมือสองจะตกอยู่กับผู้ขายและแพลตฟอร์มเป็นหลัก แต่หากแบรนด์นำระบบนี้มาบริหารเอง หรือร่วมมือกับพันธมิตรที่เหมาะสม ก็จะสามารถแบ่งปันส่วนต่างกำไรตรงนี้กลับมาได้
ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคที่สะท้อนความเป็นจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการปิดขายมักเป็นจุดที่ติดตามได้ยาก ทั้งที่ราคาสินค้ามือสองคือข้อมูลป้อนกลับที่ตรงไปตรงมาที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งพาแบบสอบถาม เม็ดเงินจริงในตลาดจะช่วยบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า สินค้าตัวไหนที่ครองใจผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง สินค้าใดควรทำซ้ำ หรือควรนำกลับมาพัฒนาใหม่
โอกาสในการต้อนรับกลุ่มลูกค้าใหม่
ผู้ที่เลือกซื้อสินค้ามือสองหลายคนคือคนที่เพิ่งเปิดใจลองใช้แบรนด์เป็นครั้งแรก นี่ไม่ใช่ยอดขายที่สูญเสียไป แต่คือลูกค้ารายใหม่ที่ก้าวเข้ามาตามจังหวะของตนเอง ซึ่งหากการซื้อขายเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มอื่น แบรนด์ก็อาจเสียโอกาสในการทำความรู้จักและสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก
ยกระดับการขายต่อให้เป็นกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงการรับมือ
แบรนด์ที่จะสร้างความได้เปรียบในอนาคต จะไม่ใช่แบรนด์ที่หลีกเลี่ยงตลาดมือสอง แต่จะเป็นแบรนด์ที่ดึงตลาดนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ
ในเชิงปฏิบัติ สามารถเริ่มต้นได้ดังนี้:
- ติดตามการหมุนเวียนในตลาดมือสองอย่างสม่ำเสมอ: เริ่มต้นให้ความสำคัญกับมูลค่าการขายต่อเฉลี่ยของสินค้า เช่นเดียวกับการติดตามยอดขายสินค้าใหม่หรืออัตราการขายออก
- เข้ามาดูแลเรื่องการตรวจสอบของแท้: มองว่าการตรวจรับรองสินค้าคือการคุ้มครองภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะสินค้าปลอมที่แพร่กระจายในแพลตฟอร์มทั่วไป อาจส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจที่แบรนด์เพียรสร้างมา
- เปิดรับผู้ซื้อในตลาดมือสองอย่างเป็นมิตร: ดูแลผู้ซื้อสินค้ามือสองในฐานะลูกค้ารายสำคัญที่น่าทำความรู้จัก และเชิญชวนเข้ามาร่วมอยู่ในระบบนิเวศของแบรนด์
การวางกลยุทธ์การขายต่อไม่ได้หมายถึงการลดปริมาณการขายสินค้าใหม่ หรือการเข้าไปกำหนดพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค หากแต่เป็นการเลือกเข้าไปมีบทบาทในตลาดที่ขยายตัวขึ้นจากชื่อเสียงของแบรนด์เอง
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดสินค้ามือสองคือโอกาสครั้งใหญ่ และนี่คือเวลาที่แบรนด์ควรเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง